สงสัยมาตั้งนาน!! “สูติแพทย์” เฉลยแล้วสาเหตุการตายของ “แม่นากพระโขนง” ความจริงเป็นแบบนี้ ที่ใครได้ฟังถึงกับขนลุกวาบ !!!?

8 มกราคม 2017 | เรื่องน่าสนใจ
 

สงสัยมาตั้งนาน!! “สูติแพทย์” เฉลยแล้วสาเหตุการตายของ “แม่นากพระโขนง” ความจริงเป็นแบบนี้ ที่ใครได้ฟังถึงกับขนลุกวาบ !!!?

เชื่อว่าหลายๆคนคงจะเคยได้ยินเรื่อง “ผีนางนากพระโขนง” กันมาบ้างแล้วเป็นส่วนใหญ่ บางท่านอาจจะเคยชมในรูปแบบของละครโทรทัศน์ซึ่งก็สร้างออกมาหลายครั้งหลายหน บางท่านอาจจะชมจากภาพยนตร์ที่ฉายตามโรงภาพยนตร์ใหญ่ๆ ต่อมาการตายของนางนากว่า “ตายทั้งกลม” เนื่องจากเสียชีวิตขณะคลอดลูกนั้น จึงเป็นเรื่องราวที่ถูกพูดถึงมากมาจนปัจจุบันนี้ แต่แล้วก็ได้มีสูติแพทย์ที่สนใจการตายของนางนาค จนได้ทำการค้นหาหลักฐานต่างๆ และได้ข้อสันนิษฐานสาเหตุการตายได้หลายกรณี ซึ่งสรุปได้ดังนี้

1. ลูกในท้องนางนากไม่กลับหัว  โดยทั่วไปเด็กในครรภ์ขณะคลอดมักจะมีส่วนนำเป็นหัว ซึ่งเมื่อหัวเด็กคลอดออกมาแล้ว ส่วนอื่นๆ ของตัวเด็ก ตั้งแต่ คอ ไหล่ ท้อง ก้น และขามักจะคลอดตามมาโดยสะดวก แต่หากเด็กใช้ก้นเป็นส่วนนำในการคลอด ซึ่งถือว่าเป็นการคลอดผิดปกติจากธรรมชาติ  จะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูงขึ้น เช่น เกิดภาวะสายสะดือย้อยออกมาก่อนที่เด็กจะคลอดโดยทั่วไปสายสะดือมีลักษณะเป็นท่อยาวๆ ที่มีเส้นเลือดแดง 2 เส้น เส้นเลือดดำ 1 เส้น ที่นำเลือดจากแม่ผ่านรก เพื่อนำเลือดที่มีอาหารและออกซิเจนไปให้ลูกขณะอยู่ในครรภ์

 

ถ้าเกิดภาวะสายสะดือย้อย สายสะดือก็อาจะถูกกดทับโดยส่วนต่างๆ ของตัวเด็กอาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้ในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งในปัจจุบันหากเกิดภาวะนี้ จำเป็นต้องรีบช่วยคลอดโดยด่วน ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการผ่าตัดคลอด นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะที่คลอดออกมาแล้วศีรษะติดคาอยู่ในช่องคลอดหลังจากที่ส่วนอื่นๆ ของเด็กคลอดออกมาหมดแล้ว ซึ่งเพียงไม่กี่นาทีก็ทำให้เด็กเสียชีวิตได้เหมือนกัน แต่ภาวะนี้โดยทั่วไปคุณแม่มักจะไม่ค่อยเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต และมักจะคลอดเองได้ หากแต่ถ้าคลอดยิ่งช้าเท่าไรก็จะเกิดอันตรายกับทารกในครรภ์มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น หากลูกในท้องนางนากไม่กลับหัวจริงก็ไม่น่าจะเป็นเหตุให้นางนากเสียชีวิตได้ แต่ลูกอาจจะเสียชีวิตได้

พื้นที่โฆษณา
 

2. ทารกอยู่ในแนวขวางกับความสูงของแม่ อันนี้หนักหนาสาหัสกว่ากรณีที่ 1 เสียอีก เพราะว่าเมื่อทารกอยู่ในแนวขวางกับความสูงของแม่แล้วทารกจะใช้ไหล่เป็นส่วนนำในการคลอดแทนการใช้ศีรษะหรือก้น ท่านลองคิดดูสิครับว่า ไหล่ทั้งไหล่มันใหญ่กว่าศีรษะหรือก้นขนาดไหน แต่กรณีนี้ ทารกจะคลอดออกทางช่องไม่ได้เป็นอันขาด ซึ่งถ้าเป็นสมัยนี้ต้องใช้การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ถ้าย้อนกลับไปในสมัยที่ยังไม่มีการผ่าตัดคลอด หรือการผ่าตัดคลอดยังมีอันตรายอยู่มากจากภาวะแทรกซ้อน สูติแพทย์จะใช้เครื่องมือ เช่น กรรไกร หรือคีมตัดทารก ซึ่งส่วนใหญ่จะเสียชีวิตไปแล้ว และดึงออกทางช่องคลอด เรียกว่า หัตถการทำลายเด็ก

3. ลูกในท้องนางนากเอาหัวเป็นส่วนนำ แต่คลอดออกมาได้แค่คอ โดยลูกสิ้นลมไปก่อนส่วนอื่นๆ ที่เหลือคลอดไม่ได้ โดย คุณสมทรง ใจยงค์ เป็นผู้ให้ข้อมูลดังกล่าวในหนังสือ “แม่นากพบบุญใหญ่” ในกรณีนี้ ในทางการแพทย์เรียกว่า เกิดภาวะคลอดติดไหล่ คือ ทารกที่มีส่วนนำเป็นหัวคลอดหัวได้ทางช่องคลอด แต่ไหล่ของเด็กไม่สามารถคลอดออกมาได้อาจเนื่องจากเด็กมีน้ำหนักมาก ทำให้ไหล่ใหญ่มากกว่าเด็กที่มีน้ำหนักปกติทั่วไป  หากเด็กคลอดติดไหล่อยู่ในช่องคลอดเพียงไม่กี่นาทีก็อาจเสียชีวิตได้

พื้นที่โฆษณา
 

4. ทารกมีส่วนนำเป็นหัว แต่คลอดไม่ออกเลย แม้กระทั่งศีรษะ ซึ่งภาวะนี้เรียกว่าเป็นภาวะศีรษะทารกกับเชิงกรานมารดาไม่ได้สัดส่วนกัน (Cephalo-pelvic disproportion) ซึ่งภาวะนี้เกิดจากเชิงกรานเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับศีรษะทารก ทำให้ศีรษะทารกไม่สามารถคลอดผ่านช่องเชิงกรานมายังช่องคลอดและปากช่องคลอดได้ ภาวะนี้อาจเกิดได้ในแม่ที่ขนาดมาตรฐานทั่วไป แต่มีลูกที่มีขนาดใหญ่มาก เช่น 4,000 กรัม ภาวะแทรกซ้อนนี้ก็คล้ายๆ กับในกรณีที่ 2 ที่ทารกอยู่ในแนวขวางกับความสูงของแม่ คืออาจเกิดภาวะมดลูกแตกได้ ซึ่งในกรณีของนางนากก็อาจมีภาวะศีรษะทารกกับเชิงกรานมารดาไม่ได้สัดส่วนก็เป็นได้

 

อย่างไรก็ตามตราบจนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่นอนที่ยืนยันว่า เรื่องนางนากเป็นเรื่องจริง ดังนั้นโดยข้อมูลเท่าที่สืบค้นได้ในขณะนี้ จึงขอสรุปความเป็นไปได้ในทางการแพทย์ เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุการตายของนางนากโดยส่วนตัว คอดว่า  ทารกในครรภ์ตัวใหญ่มากเกิดภาวะศีรษะทารกกับเชิงกรานมารดาไม่ได้สัดส่วน ทำให้ไม่สามารถคลอดผ่านช่องคลอดได้ สุดท้ายเกิดภาวะมดลูกแตก ตกเลือดในช่องท้องและเสียชีวิตจากภาวะช็อคที่เกิดจากการเสียเลือดในที่สุด

พื้นที่โฆษณา
 

ภาพ : ใช้เพียงแค่ประกอบเรื่องราวเท่านั้น

ขอบคุณที่มาจาก: tsood

loading...
 
พื้นที่โฆษณา

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ " สงสัยมาตั้งนาน!! “สูติแพทย์” เฉลยแล้วสาเหตุการตายของ “แม่นากพระโขนง” ความจริงเป็นแบบนี้ ที่ใครได้ฟังถึงกับขนลุกวาบ !!!? "